ในประเทศ - เลาะรั้วเกษตร : นิทานลุงตู่

         รัฐมนตรีว่าการ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะรายงานผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรอบ 3 ปี ผ่านโซเชียลมีเดียโดยระบุว่า เป้าหมายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ คือยกระดับให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความภูมิใจในอาชีพด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตในภาพรวมและพัฒนาคุณภาพของผลผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด
        
         นอกจากนี้ยังบอกด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปีนี้ GDP ภาคเกษตรขยายตัวอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในปีนี้ GDP จะขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 5 ปี การส่งออกสินค้าเกษตรจะสูงกว่า 4 แสนล้านบาท
        
         พร้อมกันนี้ยังคุยต่อไปอีกว่า การทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ในยุคนี้ เป็นยุคปฏิรูปการเกษตรให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยจัดทำแผนที่เกษตร ซึ่งพบว่ามีการปลูกพืชไม่เหมาะสมกับพื้นที่กว่า 16 ล้านไร่ดำเนินการให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพืชปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ไปแล้วกว่า 4 หมื่นไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม 1,000-2,000 บาทต่อไร่
        
         จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร หรือ ศพก. 882 ศูนย์ พร้อมกับขยายผลให้มีศูนย์เครือข่ายหรือศูนย์ย่อยเพิ่มขึ้นอีก 8,219 ศูนย์ ใช้เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรไปแล้ว กว่า 3.5 แสนราย มีการส่งเสริมการผลิตแบบแปลงใหญ่ได้จำนวน 2,138 แปลง พื้นที่กว่า 3 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมกว่า 2 แสนราย พร้อมกันนี้ได้อ้างการประเมินผลของสภาพัฒน์ ว่า ผลจากการส่งเสริมการผลิตแบบแปลงใหญ่นี้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 992-1,565 บาทต่อไร่ ซึ่งรวมเป็นเงินกว่า 4,800 ล้านบาทต่อปี
         
        มีการริเริ่มโครงการโคบาลบูรพา ที่จังหวัดสระแก้ว โดยเอาพื้นที่นาที่ไม่เหมาะสมประมาณ 1 แสนไร่ ไปเลี้ยงโคเนื้อ 3 หมื่นตัว จัดทำธนาคารแพะ 3,200 ตัว ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้กว่า 6 หมื่นบาทต่อปีดีกว่าปลูกข้าว นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการปลูกพืชในระบบ GAP และเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย์ซึ่งทำรายได้ให้เกษตรกรสูงกว่าการปลูกพืชในระบบปกติทั่วไป...
        
         รายงานผลงานที่กล่าวมาเต็มไปด้วยตัวเลข จะด้วยเพื่อยืนยันผลงาน หรือเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือก็ตาม ทำให้คิดถึง นิทานเรื่อง “มดน้อย”ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่า เป็นนิทานที่ลุงตู่เล่าในการประชุม ครม. (เท็จจริงประการใด ไม่ยืนยัน) เรื่อง มีอยู่ว่า มดน้อยมาทำงานแต่เช้า ลงมือทำงานทันที สร้างผลงานมากมาย มีความสุขกับการทำงาน ส่วนสิงโตผู้เป็นหัวหน้า แปลกใจที่มดน้อยทำงานได้ โดยไม่ต้องควบคุม จึงคิดว่า ขนาดหัวหน้าไม่ต้องควบคุมมดน้อยยังทำงานได้ดีขนาดนี้ ถ้ามีคนควบคุมมดน้อยต้องทำงานดีขึ้นแน่ สิงโตจึงจ้างแมลงสาบมาเป็นหัวหน้ามดน้อย
        
          แมลงสาบมีความสามารถในการเขียนรายงาน จึงตั้งระบบลงเวลาทำงาน โดยใช้ระบบตอกบัตร ขณะเดียวกันแมลงสาบต้องการเลขานุการมาช่วยเขียน และพิมพ์รายงาน ชงกาแฟ เดินเอกสาร ส่งจดหมาย และคอยจับผิดมดน้อย แมลงสาบจึงจ้างควายมาเป็นเลขานุการส่วนตัว สิงโตปลื้มกับการทำงานของแมลงสาบมาก แมลงสาบจึงถือโอกาสขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ติดตั้งอินเตอร์เนต ขอเครื่องพิมพ์ เพื่อทำงานให้สิงโต ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีแผนก IT สิงโตจึงจ้างเห็บมาเป็น IT Manager /ฝ่ายเห็บก็ของบประมาณจ้างทีมงาน และซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม
        
         ฝ่ายมดน้อยเริ่มเบื่อระบบงานแบบใหม่นี้มาก เพราะต้องมานั่งเขียนรายงานทำให้เพิ่มภาระงานเอกสาร ซึ่งมีมากอยู่แล้ว และต้องประชุมโน่นนี่เสียเวลาทำงานไปมาก แมลงสาบเห็นมดน้อยทำงานช้าลงเพราะต้องเขียนรายงาน จึงคัดเลือกตัวทากมาเป็นหัวหน้าแผนก กำกับดูแลและจดรายงาน เพราะทากทำงานได้เชื่องช้าจึงดูเหมือนว่าเป็นผู้ที่รอบคอบ ขณะเดียวกันแผนกงานของมดน้อยก็กลายเป็นแผนกที่ซึมเศร้า
        
         ไร้เสียงหัวเราะ แต่ละคนก็หัวเสียง่ายตัวทากจึงของบทำการสำรวจสภาพการทำงานที่เหมาะสม แล้วสรุปว่า แผนกของมดน้อยทำงานแย่ลง
         
         สิงโตเห็นด้วย จึงจ้างตัวเงินตัวทองมาเป็นที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาวิธีบริหารจัดการ ตัวเงินตัวทองสรุปว่า แผนกของมดน้อยมีคนมากเกินไปเลยทำให้งานออกมาไม่ดีเสนอให้ปลดมดน้อย โดยให้เหตุผลว่ามดน้อยขาดแรงจูงใจ และทัศนคติไม่ดี
        
        ตอนจบของนิทาน มีปริศนาถามว่า ผู้เขียนเรื่องนี้คือใคร มดน้อย ตัวเงินตัวทอง ตัวทาก เห็บ ควาย แมลงสาบ สิงโต หรือ กบในกะลา

        เลือกตอบกันเองนะท่าน...ว่าแต่ขึ้นต้นผลงานของกระทรวงเกษตรฯ แต่มาจบที่นิทานลุงตู่ได้ไง...
 
 
 
 
 
ที่มา : แนวหน้า