ในประเทศ - รายงานพิเศษ : ถั่วลิสง พันธุ์‘ขอนแก่น6’ พืชหลังนาสร้างรายได้ในเขตชลประทาน

 

 

 

 

 

 

 

 

แม้ว่าตอนนี้จะเข้าสู่ฤดูฝน ชาวนาสามารถปลูกข้าวได้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชหลังนาอย่างถั่วลิสงก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะชาวนาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สามารถปลูกข้าวได้เพียงปีละครั้ง อีกทั้งพืชตระกูลถั่วคือปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดินชั้นดีช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยในการปลูกข้าวฤดูถัดไป ที่สำคัญเป็นพืชใช้น้ำน้อยที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

นายประหยัด ยุพิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมุกดาหาร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ถั่วลิสงนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในท้องถิ่น เกษตรกรมีการผลิตขายทั้งฝักสดและฝักแห้ง พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์ไทนาน 9 และ พันธุ์ขอนแก่น 6 ซึ่งข้อมูลเมื่อปี 2553 มีพื้นที่เพาะปลูกถั่วลิสงทั้งจังหวัด 3,207 ไร่ปัจจุบันมีการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกรนิยมปลูกเป็นพืชหลังนา ในช่วงที่เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวไปแล้ว แต่ปัญหาของเกษตรกรที่ปลูกถั่วลิสงส่วนใหญ่คือเมล็ดลีบ ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ฉะนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมุกดาหาร จึงได้เข้าไปพัฒนาการผลิตถั่วลิสงในเขตชลประทาน ภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร

โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 ด้านงานผลิตพันธุ์พืชและปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6 คุณภาพดี โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่เป้าหมายหลักคืออำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งผลการดำเนินงานพบว่า ปี 2557 พื้นที่ปลูก 72 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 136 กก./ไร่ ปี 2558 พื้นที่ปลูก 73 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 266 กก./ไร่ เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 10,640 บาทต่อไร่ และปี 2559 พื้นที่ปลูก 80 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 309 กก./ไร่เกษตรมีรายได้เฉลี่ย 12,360 บาทต่อไร่

ผลจากการเข้าไปส่งเสริมการผลิตพันธุ์ เกษตรกรให้การตอบรับในพันธุ์ขอนแก่น 6 ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ยที่ค่อนข้างสูง เมล็ดมีคุณภาพดี แต่เมื่อเกษตรกรยังใช้วิธีการผลิตแบบเดิมโดยไม่ใช้เทคโนโลยีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำและยังพบปัญหาเมล็ดลีบเหมือนเดิม ฉะนั้น งานส่วนที่ 2 จึงเป็นด้านงานวิจัยและพัฒนา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

นางสาวพิกุล ซุนพุ่ม นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ เป็นผู้รับผิดชอบด้านงานวิจัยและพัฒนา กล่าวว่า งานวิจัยและพัฒนา มุ่งเน้น
ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำ เมล็ดลีบ และปัญหาโรคแมลงเข้าทำลายผลผลิต รวมไปจนถึงวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป โดยได้เข้าไปทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเพิ่มผลผลิตถั่วลิสงฝักสดพื้นที่ ตำบลชะโนด อำเภอดงหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายจากพื้นที่รับน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยชะโนด ปริมาตรสามารถบรรจุน้ำได้ 18.40 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ชลประทาน 16,000 ไร่ พื้นที่ทำการเกษตร 3,460 ไร่ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรมีความพร้อม อีกทั้งมีต้นทุนน้ำเพียงพอแต่ยังขาดความรู้ในการผลิตที่ถูกต้อง เหมาะสม ดินที่ปลูกเสื่อมคุณภาพ จำเป็นต้องเพิ่มธาตุอาหาร อินทรียวัตถุ และปรับสภาพความเป็นกรดด่าง ปลูกพืชตระกูลถั่วหลังการเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตทั้งข้าวและพืชหลังนาต่อไร่ให้สูงขึ้น

การทดสอบใช้กระบวนการเกษตรกรมีส่วนร่วม เกษตรกรเป็นผู้ปฏิบัติใช้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรที่มีอยู่ในปัจจุบันเปรียบเทียบกับวิธีการของเกษตรกรที่ปฏิบัติอยู่เดิม โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมทดสอบปี 2557 จำนวน 5 ราย ปี 2558 เพิ่มเป็น 10 ราย พื้นที่ดำเนินการ 10 ไร่ สำหรับวิธีทดสอบการใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ ผสมผสานกัน เน้นการเพิ่มผลผลิตตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) มีรายละเอียดดังนี้

ขั้นตอนเตรียมดินทั้งสองกรรมวิธีเหมือนกันคือ ไถตากดิน 7-10 วัน และไถพรวนอีก 1 ครั้งยกร่องปลูก สันร่องปลูกกว้าง 50-60 ซม. สูง 20-25 ซม. ปลูก 2 แถว/สันร่อง ระยะต้น 25-30 ซม. จำนวน 3-4 เมล็ด/หลุม แตกต่างกันตรงวิธีทดสอบใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมคลุกเมล็ดก่อนปลูก ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 25 กก./ไร่ หลังปลูก 30-40 วัน ช่วงถั่วออกดอกโรยยิปซั่ม อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูโรคตามความจำเป็น ส่วนวิธีเกษตรกรนั้น จะใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21, 15-15-15, 16-16-8 และ 18-46-0 อัตรา 25-50 กก./ไร่ หลังปลูก 30-40 วัน และใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูตามความจำเป็น

ผอ.ประหยัด ยุพิน ออกตรวจเยี่ยมแปลงถั่ว

ผลการทดสอบพบว่า ผลผลิตเฉลี่ยของกรรมวิธีทดสอบสูงกว่าวิธีของเกษตรกรทั้ง 2 ปี โดยปีแรก ผลผลิตฝักสดกรรมวิธีเกษตรกรอยู่ระหว่าง 400-800 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนกรรมวิธีทดสอบ อยู่ระหว่าง 510-767 กิโลกรัม/ไร่ พบการระบาดของโรค แมลงในเกษตรกรบางราย สัดส่วนรายได้ต่อการลงทุนของกรรมวิธีทดสอบและวิธีเกษตรกรมีค่า 2.66 และ 2.74 ตามลำดับ ในปี 2558 ผลผลิตเฉลี่ยและต้นทุนของกรรมวิธีทดสอบสูงกว่าวิธีของเกษตรกร โดยกรรมวิธีทดสอบมีผลผลิตเฉลี่ย 721 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,565 บาท/ไร่ มีรายได้เฉลี่ย 12,257 บาท/ไร่ ผลตอบแทนเฉลี่ย 8,694 บาท/ไร่ ส่วนวิธีเกษตรกร ผลผลิตเฉลี่ย 653 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,109 บาท/ไร่ มีรายได้เฉลี่ย 11,101 บาท/ไร่ ผลตอบแทนเฉลี่ย 7,989 บาท/ไร่

การทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตถั่วลิสงฝักสดในฤดูแล้งพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร โดยใช้กระบวนการเกษตรกรมีส่วนร่วม เกษตรกรเป็นผู้ปฏิบัติใช้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ที่มีอยู่ในปัจจุบันเปรียบเทียบกับวิธีการของเกษตรกรที่ปฏิบัติอยู่เดิม สามารถแก้ไขปัญหาที่สำคัญในการปลูกถั่วลิสงในฤดูแล้ง คือ ผลผลิตต่ำ เมล็ดลีบ และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยใช้แปลงทดสอบเป็นจุดสาธิต ทำให้เกิดการยอมรับของเกษตรกรข้างเคียง และกลุ่มผู้ปลูกถั่วลิสงพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อนำไปปฏิบัติและปรับใช้กับสภาพการผลิตของตนเองเพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ต่อไป

“ถึงแม้เกษตรกร จะให้การยอมรับในเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตถั่วลิสงของกรมวิชาการเกษตร เพราะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็น เช่น ยิปซั่ม ไรโซเบียม เพราะหาซื้อได้ยากในพื้นที่ เกษตรกรจึงไม่นำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมุกดาหาร จึงได้แนะนำให้เกษตรกรปรับใช้ปัจจัยการผลิตที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น อย่างใช้ปูนขาวในตั้งแต่ช่วงการเตรียมดินแทนการใช้ยิปซั่ม หรือการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อสั่งซื้อปัจจัยการผลิตผ่านสหกรณ์การเกษตร แต่ที่สำคัญคือการส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีไว้ใช้เอง และการแปรรูปผลผลิต เป็นการพึ่งตนเองลดการพึ่งพาภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มโอกาสในการต่อรอง เกิดความมั่นคงทางรายได้ และอาชีพในที่สุด” นางสาวพิกุล กล่าวย้ำ

 

 

ที่มา : แนวหน้า http://www.naewna.com/local/226693